เทศน์พระ

หวานลม

๑๔ มิ.ย. ๒๕๖๙

หวานลม

 

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครฝึกหัดประพฤติปฏิบัติรู้จริงเห็นจริงแล้วจะไปเห็นสัจจะความจริงอันนั้น ถ้าเห็นสัจจะความจริงอันนั้น ธรรมเหนือโลก เหนือวัฏฏะ เหนือความเห็นขัดแย้งในหัวใจของตน

แต่นี้ในหัวใจของตน มันเห็นขัดแย้ง มันเห็นขัดแย้งเพราะอะไร เพราะมันมีอวิชชา เพราะมันมีความไม่รู้ เพราะมันมีพญามาร เพราะมันมีซาตานอยู่ที่หัวใจดวงนั้น ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ลังเลสงสัยไปตลอด มันจะจริงหรือมันจะไม่จริง มันจะเป็นอย่างนั้นหรือหรือมันจะไม่เป็น แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติมาก็ไปจำนนกับกิเลส ปฏิบัติบูชากิเลสให้กิเลสมันขี่หัว แล้วมันจะปฏิบัติธรรมได้อย่างไรล่ะ

ปฏิบัติธรรมบูชากิเลส ถ้าปฏิบัติบูชากิเลส มันก็กิเลสยิ่งใหญ่ไง ตัวตนยิ่งใหญ่ไง ยิ่งใหญ่กว่าเขา เหยียบย่ำเขา ทำลายเขาไปทั่ว

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ นะ มันกรรมของสัตว์ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสุขๆ เถิด เขาย่ำยีกัน เขาทำลายกันเป็นกรรมของสัตว์ แต่ของเรานะ มันธรรมสังเวช

มันรู้มันเห็น ทุกคนมีหูมีตาทั้งนั้นน่ะ ทุกคนก็คิดเป็นทั้งนั้นน่ะ แต่ทุกคนแพ้ภัยตัวเองทั้งนั้นน่ะ ยอมจำนนกับกิเลสในหัวใจของตนไง ให้กิเลสของตนมันยิ่งใหญ่ไง มันเหยียบย่ำทำลายเราแล้วก็เหยียบย่ำทำลายคนอื่นไปทั่ว มันเป็นประโยชน์กับใคร

มันไปเป็นประโยชน์ของกิเลสไง ย่ำยีบีฑาเพื่อการชนะเขา แล้วด้วยความยิ่งใหญ่ มันเป็นการบูชากิเลสไง มันจะยิ่งใหญ่ในหัวใจของตนไง แล้วมันก็เป็นเวรกรรมของสัตว์ไง เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

ในนรกอเวจี ปากนรก เหล็กเขาลำตาล ผ้ากาสาวพัสตร์ไปพาดอยู่จนแอ่นเลยนะ นี่ใครทำ นี่ไง เวลาทำแล้ว ผ้ากาสาวพัสตร์ยังไม่ตกนรกเลย ตัวมันน่ะตกนรก เพราะตัวมันทำบาปทำกรรมไง

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ไง เห็นใจเขา ทุกคนเกิดมาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ต่างคนต่างแสวงหาทางออก ต่างคนต่างฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมาไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไม่ต้องอ้อนวอนใคร ไม่ต้องขอร้องใคร ไม่ต้องให้ใครนับหน้าถือตา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจดวงนี้ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจดวงนี้ไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

การถากการถาง การชักฟืนชักไฟออกจากกองไฟ มันเป็นงานอันยิ่งใหญ่ไง งานถอดงานถอนไง ถ้ามันถอดมันถอนกิเลสในหัวใจของตนไง มันมีความปกติสุข มันจะมีความสุขในหัวใจของตน

แต่มันเป็นโลกไง มันจะบูชากิเลสไง หวานเป็นลม ออเซาะฉอเลาะ คำหวานมันเป็นน้ำตาลน่ะ มดมันตามมาเต็มเลย มากัดมาฉีกเอานั่นน่ะ หวานเป็นลม อ้อนวอนขอเป็นความสมหวัง เป็นความปรารถนา มันเป็นเรื่องไร้สาระ

คนเราจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของตน

การทำความเพียรเป็นความความทุกข์ความยากหรือไม่

มันเป็นความทุกข์ความยาก เพราะความทุกข์ความยากจะเผากิเลส ตบะธรรมจะเผาลนกิเลส กิเลสในหัวใจของตนต้องขีดวงมันด้วยศีล ทำความสงบสุขเข้ามาด้วยสัมมาสมาธิ จะฆ่ามันด้วยภาวนามยปัญญา

เวลาธัมมจักฯ มันเกิด มันเกิดในหัวใจของตน เวลาปัญญามันเกิดขึ้นมามันมหัศจรรย์ในหัวใจของตนไง มันมหัศจรรย์ที่ตัวของเรานี้ แล้วเวลามันมหัศจรรย์ขึ้นมาที่ตัวของเรานี้ เรายังคิดไม่ถึง คาดไม่ถึง เดาไม่ได้ เวลาเป็นความจริงๆ ขึ้นมามันมหัศจรรย์ในใจดวงนี้ไง

ถ้ามันเป็นกิเลสๆ มันออเซาะฉอเลาะไง มันเชิดชูบูชาไง มันบูชากิเลสไง นี่หวานเป็นลมๆ ไง นุ่มนวลอ่อนหวาน ยิ้มแย้มแจ่มใส มันอบอุ่นโดยการไปยอมจำนนอยู่กับมันไง อยู่ใต้บีฑา อยู่ใต้อุ้งเท้าของมันไง แล้วก็บูชามันไง แล้วก็ยอมจำนนกับมันไง

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระๆ จะเป็นนักรบ ถ้าจะรบก็จะรบกับกิเลสไง

การฝืนตัวเอง การฝืนใจตัวเอง นั่นน่ะคือการต่อสู้กับกิเลส ฝืน ฝืนมัน ฝืนมัน ไม่ยอมไหลไปตามมัน มันจะมายิ่งใหญ่ขนาดไหน ต้านทานมันด้วยสติด้วยปัญญาของตน ต้านทานๆ ไง ชักฟืนชักไฟออกไง มันจะเผาลนตนเอง แล้วมันจะไปเผาลนผู้อื่นไง มันจะเผาลนตนเองก็ดับมันที่ตนนี้ซะ ไม่ต้องไปเผาใคร ถ้ามันจะเผาเรา มันเผาอยู่แล้วๆ

วันเวลากลืนกินสัตว์โลกไปทั้งสิ้น

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้าศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำบุญทำกุศลของตน ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะให้มันทุกข์น้อยลง ถ้าเป็นนักรบๆ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากอวิชชาในหัวใจของตน ถ้ารบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน มันฝืนโลกทั้งนั้นน่ะ

โลก โลกมันยิ่งใหญ่ โลกามิส ยอมจำนนมันหมดแหละ หวานเป็นลม นุ่มนวลอ่อนหวาน เจริญพรๆ อยู่นั่นแหละ ให้เขาเคารพบูชา เคารพบูชาได้อะไรขึ้นมา เคารพบูชา เกรงอกเกรงใจอยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง จะเทศน์ก็ต้องขออนุญาตกิเลสก่อน กลัวกิเลสมันจะสะเทือนไง กลัวเขาจะกระทบกระเทือน กลัวเขาจะเสียอกเสียใจ

แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟาดหัวกิเลส ฟาดหน้ามันเลย ฟาดหัวมันนั่นแหละ ฟาดหัวมันด้วยสติด้วยปัญญา กดมันให้ลงให้ได้ ฟาดหัวมัน ฟาดความพอใจของตนนั่นแหละ ที่มันเงยหน้าขึ้นมาแล้วจะชักจูงกันไปในทางเสียหายไง ในการต่ำทรามไง ในการพอใจของมันไง

เราถือพรหมจรรย์ๆ ไม่ฟังใครทั้งนั้น เรื่องโลกก็เป็นเรื่องโลก เรื่องโลกมันก็เป็นเรื่องบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มันก็เป็นสิทธิเสรีภาพของเขาทั้งนั้นน่ะ ถ้าเขาจะบูชากิเลสมันก็เรื่องของเขา เราไม่ไปตามกับเขา ถ้าเราจะบูชากิเลส เราก็ละอายใจ ถ้าเราจะบูชากิเลส มันก็หวานเป็นลมไง มันเป็นอากาศธาตุไง มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไง

แต่ถ้าเป็นศีลเป็นธรรม มันเป็น เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นสิ่งที่เราพึ่งพาอาศัย ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเราไง เราเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในธรรมและวินัย ไม่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม ยอมจำนนกับกิเลสใช่ไหม

เราไม่ยอมจำนนกับมัน เราจะฝืนมันไง ฝืนมันด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ถ้าความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ แล้วถ้าความเพียรชอบธรรมไง

ถ้ามันไม่ชอบธรรม มันก็เป็นเรื่องกิเลสทั้งนั้นน่ะ เป็นเรื่องความพอใจของตนไง แล้วกิเลสหยาบ กิเลสกลาง กิเลสละเอียด กิเลสหยาบช้า เหยียบย่ำทำลายนะ มันเศร้าใจไง มันเศร้าใจที่เวลาเขาทำ ที่เรารู้เราเห็น มันธรรมสังเวช มันสังเวช มันสะอิดสะเอียน มันต่ำช้า

แต่ถ้ามันฝืนทนล่ะ ฝืนทน เห็นไหม ตบะธรรม เราจะใช้ตบะธรรมแผดเผามัน แผดเผากิเลสตัณหาความทะยานอยาก การประพฤติปฏิบัติในแนวทางของพระกรรมฐาน การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสเป็นงานเรื่องหนึ่ง

ไอ้นี่เราขุดคุ้ยค้นคว้า เราไม่รู้เราไม่เห็นมัน เราจะเอาอะไรไปเผชิญหน้ากับมัน เรายอมจำนนกับมันให้มันบีบบี้สีไฟอยู่อย่างนี้ ถ้าเราตั้งสติของเราขึ้นมา แล้วสังเกตของเราขึ้นมาไง เวลามันเสวย เวลามันจะคิด เวลามันจะเหยียบย่ำทำลายไง ถ้ามันรู้เท่าทันไง มันก็คลายออกไง

ไม่ใช่ว่ามันเสวยแล้วก็เห็นดีเห็นชอบตามมันไปไง หวานเป็นลม เวลามันยุมันแหย่ แล้วทำสิ่งใดไปแล้วนะ กิเลสมันก็สบายใจมันแล้ว แต่เวรกรรมมันตกอยู่กับภวาสวะ ตกอยู่กับภพ ตกอยู่กับจิต

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งที่ตกค้างอยู่ในหัวใจของตนนั่นแหละ สิ่งนั้นน่ะคือกรรม แล้วกรรม ฝังดินไว้ๆ ไง การฝังดินก็ฝังไว้ในภวาสวะ พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย แล้วเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมากี่รอบ

แล้วในปัจจุบันนี้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรื่องปัจจุบันธรรมๆ ปัจจุบันธรรมตอนนี้ได้เกิดเป็นมนุษย์ นี่เป็นอริยทรัพย์ เป็นสุภาพบุรุษ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตนนะ สาธุ มันเคารพมันบูชาไง

ทุกคนเขาไม่มีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้าอย่างนี้ เราเกิดมา เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไง เกิดมาทุกตำบล ทุกอำเภอ มีวัดวาอารามมากมายมหาศาล มีภิกษุ มีนักบวช มีนักรบ

เราได้เห็นสมณะ ตั้งแต่เด็กแต่น้อยขึ้นมา เช้าขึ้นมาพระออกบิณฑบาต เราได้เคยใส่บาตร เราได้เคยทำบุญทำกุศล เราได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ไง

เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต

แล้วถ้าเป็นทางโลกล่ะ

หวานเป็นลม ยกยอปอปั้นกันน่ะ แล้วมันก็กลายเป็นอากาศธาตุ หวานเป็นลมไง มันไม่มีอะไรซับเข้ามาในหัวใจตนเลย

แต่ถ้าเราเห็นด้วยสติด้วยปัญญานะ เห็นสมณะ สมณะเป็นผู้สงบระงับ นี่ไง เวลาพระสารีบุตรไปบวชไปเรียนไง ไปเที่ยวรื่นเริง เป็นลูกเศรษฐี ถึงเวลาแล้วด้วยบุญด้วยกุศล มันจืดมันชืดหมดล่ะ อย่างนั้นเราต้องออกบวช

เวลาบวช บวชกับสัญชัย นู่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ มันมีเหตุมีผลตรงไหน แล้วสิ่งใดที่มันลบล้างทำลายกิเลสในหัวใจของตนบ้างล่ะ

ไปเห็นพระอัสสชิ นี่ไง เวลาแสวงหาครูบาอาจารย์นะ ดั้นด้น เห็นพระอัสสชิบิณฑบาต นี่ไง เห็นสมณะๆ การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิตไง แล้วผู้ที่มีสติมีปัญญาเขาเห็นการเหยียด การเคลื่อนไหว การคู้ด้วยสติด้วยปัญญาไง

ตามพระอัสสชิไป พอพระอัสสชิฉันเรียบร้อยแล้วถึงเข้าไปกราบขอฟังธรรมไง

“เราเป็นผู้บวชใหม่” พระอรหันต์นะ

ไอ้เราขี้เต็มหัว หวานเป็นลม มีแต่อากาศธาตุ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไง

นี่ไง เราเป็นผู้บวชใหม่

ก็ฟังธรรมเท่าที่จะพูดได้ แล้วสิ่งที่จะพิสูจน์ตรวจสอบก็เป็นสติปัญญาของข้าพเจ้าจะแทงตลอดด้วยสติปัญญาข้าพเจ้าเอง

เราบวชกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เราต้องกลับไประงับที่เหตุนั้น

พระสารีบุตรฟังธรรมไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีที่มาที่ไปทั้งนั้นไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุมีการกระทำไง

หวานเป็นลมๆ ยกยอปอปั้นกันไม่มีเหตุไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยตามกระแสสังคมไง พวกมากลากไปไง แล้วก็ลวงโลกไง

แต่ถ้าธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ต้องสาวไปหาเหตุ ดับที่ต้นเหตุนั้น

พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระโสดาบันเลย มีดวงตาเห็นธรรม เห็นไหม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ด้วยเหตุด้วยผลไง ด้วยการเห็นสมณะไง เห็นสมณะที่เป็นสมณะที่สงบระงับในพระพุทธศาสนา มันเจริญหูเจริญตาไง มันไม่ใช่หวานเป็นลมไง

นี่ไง เกรงใจผ้าเหลืองๆ

ผ้าเหลืองก็ร้านสังฆภัณฑ์ไง ร้านสังฆภัณฑ์ก็ผ้าเหลืองเต็มไปหมดน่ะ ผ้าเหลืองส่วนผ้าเหลืองไง

ในสมัยพุทธกาล บริขาร ๘ มันหาได้ยาก เรื่องผ้าจีวร ผ้ากาสาวพัสตร์หาได้ยาก ถ้าหาได้ยากขึ้นมาแล้วมันต้องทอกันเอง ต้องตัดเย็บกันเอง มันเรื่องของสังคม มันยังมาไม่ถึงไง มันหาได้ยาก

เวลาบริขาร ๘ สิ่งที่เป็นสมบัติของพระ นอกนั้นเป็นของสงฆ์ๆ ของในส่วนกลาง เอาสิ่งใดไปใช้ไปสอยแล้วไม่ได้เก็บเองก็ดี เวลาไปแล้วไม่ได้ไหว้วานใครก็ดี เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ของของสงฆ์

แต่ถ้าของเป็นส่วนตัว ถ้าของเกินกว่านั้นมันต้องวิกัป เป็นของสองเจ้าของ ถ้าเป็นของของตัวแล้วมันนั่งคิด นั่งจินตนาการไปทั้งนั้นน่ะ นั่นน่ะมันเป็นทางออกของกิเลสไง

กิเลสมันจะกัดกินหัวใจของเราอยู่แล้ว แล้วถ้ามีอะไรเป็นเชื้อเป็นไขขึ้นมา มันจะพอกพูนขึ้นมาในหัวใจของตน

หวานเป็นลม อ้อนวอน ออเซาะ อ้อนวอน อ่อนหวาน คิดจินตนาการไปทั่ว มันจะเป็นอย่างที่เราพอใจ คนนู้นก็จะเชิดชูบูชา คนนั้นก็จะเคารพบูชา หวานเป็นลม ยกยอปอปั้นกันนั่นน่ะ หวานเป็นลม เป็นอากาศธาตุ

สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมามันอยู่ที่สติปัญญาของเรา ถ้ามีสติปัญญาของเราขึ้นมา เราจะทำคุณงามความดีของเราขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าทำความดีขึ้นมาในหัวใจของตน มันเริ่มเป็นจริตเป็นนิสัย มีสติปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน

ปัญญาอบรมสมาธิๆ ปัญญามันเท่าทันความรู้สึกนึกคิดของตน มันหยุดหมดน่ะ หยุดคิด การหยุดคิดมันก็ต้องใช้ความคิด นี่ปัญญาอบรมสมาธิ เวลามันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนานะ

สิ่งที่ว่าถ้าเป็นวิปัสสนา การรู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในหัวใจของตน มันเปิดหมดไง ใจของเราเอง เราเปิดขึ้นมาของเราเอง เราพิจารณาของเราเอง เราพิจารณาของเราเอง เห็นไหม ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตนไง มันเป็นสมบัติของหัวใจดวงนั้นไง หัวใจดวงนั้นฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นข้อเท็จจริงไง จิตตภาวนาๆ ไง

ทำความสงบของใจเข้ามาให้จิตสงบระงับแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันยกขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจของตน อยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไง พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรมไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา ต้องทำความสงบของใจเข้ามา จิตตภาวนา มันถึงจะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔

หวานเป็นลม ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วก็จินตนาการกันไปทั่ว แนวทางสติปัฏฐาน ๔ แนวทางสติปัฏฐาน ๔ มันเป็นธรรมและวินัย มันเป็นสมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เอ็งรู้อะไร เอ็งเห็นอะไร อะไรเป็นข้อเท็จจริงบ้าง อะไรมันได้ผ่อนคลายออกไป เห็นไหม ชั่วคราวๆ ตทังคปหาน วันใดฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา วิปัสสนาจนสมุจเฉทปหาน ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา

แล้วแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น จิตเป็นอย่างไร ท่านไม่ถามหรอกว่าสมองมันเป็นอย่างไร ความคิดเป็นอย่างไร ความคิดเหลวไหล ความคิดไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ความคิดไม่เป็นประโยชน์กับผู้ที่เป็นเจ้าของความคิดนั้น

แต่ถ้าจิตตภาวนา จิตมันสงบเข้ามามันเป็นข้อเท็จจริง สมมุติอันนั้นไม่เกี่ยว มันจะเกี่ยวกับในอริยสัจ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ แล้วถ้าจิตสงบระงับมีอำนาจวาสนาขึ้นมามันขุดคุ้ยค้นคว้าขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของเขา

เวลาครูบาอาจารย์ไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงามคุ้มครองรักษา

ไอ้คนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม คนพิการ คนไม่แข็งแรง เขาจะมีเครื่องผ่อนกำลังของเขา นี่ไง คนพิการ คนเหนื่อย คนเฒ่าคนแก่เขามีไม้เท้า ไม้เท้ามันค้ำในการเดินทางของตัว ครูบาอาจารย์เหมือนไม้เท้าคอยประคอง แต่เราต้องเป็นผู้เดินไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้นๆ พวกเธอต่างหากที่ต้องฝึกหัดฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของเธอ”

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจของเธอไง นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง กอไก่ กอกา ว่ามา จิตสงบ สงบอย่างไร

“ว่างๆ ว่างๆ” ว่างๆ มันอ้างทั้งนั้นน่ะ แล้วมันก็เป็นสัญญาอารมณ์ของโลก คำว่า ว่าง” ก็วอแหวน สระอา งองู ไม้เอก ว่าง หัวใจว่างๆ เอ็งมีอะไรเป็นแก่นเป็นสาร เอ็งมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ถ้าจิตมันสงบล่ะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ จิตสงบนะ มันอิ่มเอมในใจดวงนั้น ใจดวงนั้นมันสมถกรรมฐาน มันมีที่ตั้งของมัน มันมีกำลังของมัน แล้วถ้ามีกำลังของมัน ดูสิ เวลาคนที่มีอำนาจวาสนา อย่างเช่นหลวงปู่มั่น พอจิตสงบ เห็นตัวเองลอยไปบนอากาศเลย เห็นไปเดินจงกรมอยู่บนก้อนเมฆเลย นี่มันมหัศจรรย์ขนาดนั้นน่ะ เวลาดึงลงมามันทะลุลงบาดาลเลย

ไอ้พวกเราน่ะสงบอะไร เห็นอะไร รู้อะไร ว่างๆ ว่างๆ มันเป็นสัญญาอารมณ์ทั้งนั้นน่ะ

ทำให้มันจริงมันจังขึ้นมาสิ จิตสงบอย่างไร สมาธิเป็นอย่างไร

ไอ้ว่างๆ ว่างๆ เด็กน้อยมันก็พูดได้ ใครมันก็พูดได้ว่างๆ ว่างอะไร ว่างก็อากาศธาตุไง ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย อ้างอิงกันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมันเป็นจริงตรงไหน มันเป็นข้อเท็จจริงของใคร

ถ้าเป็นข้อเท็จจริง จิตสงบเป็นอย่างไรว่ามา แล้วสงบแล้วมันคลายออกอย่างไร เวลาเข้า เข้าอย่างไร

“โอ้โฮ! สมาธิมีเข้ามีออกด้วยหรือ”

เวรกรรม แสดงว่าเอ็งทำไม่เป็น เอ็งไม่เคยเลย

บ้านเรือนเขายังมีประตูหน้าต่าง จิตของตัว สิ่งที่เป็นสมมุติ เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นมนุษย์จริงตามสมมุติ สมมุติของมนุษย์ ภาษา ภาษาก็สมมุติแต่ละชุมชน เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสื่อสารด้วยภาษาบาลี เวลาคนที่ศึกษาค้นคว้าต้องเรียนบาลีเพื่อเป็นกุญแจไขเข้าไปในตู้พระไตรปิฎก

พระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้วไง เวลาบวช อุปัชฌาย์ให้เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ บวชเรียนแล้ว บวชแล้วเรียนศึกษานักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก นั่นถ้าเรียน

แต่ถ้าบวชแล้วเป็นพระกรรมฐาน บวชแล้วมีครูบาอาจารย์ ออกฝึกหัดปฏิบัติ ทำสมถกรรมฐาน มันผ่านเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เราท่องพุทโธๆๆ สำนักปฏิบัติบางสำนัก ให้ท่องเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ท่องจนมันสงบน่ะ แล้วสงบขึ้นมาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร นี่พระกรรมฐานเขาฝึกหัดปฏิบัติ ภาคปฏิบัติ พระปฏิบัติ ปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน

ถ้าไม่ทำความสงบของใจเข้ามา มันเป็นสมมุติ มันเป็นเรื่องสัญญาอารมณ์ แล้วมันก็อารมณ์จินตนาการไปจนขาดสติได้ จนหลุดได้ จนผิดปกติได้

แต่ทำความสงบของใจเข้ามา เวลามันขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันกลับทำเข้าไปให้เป็นปกติสุข ทำความเป็นปกติ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เป็นปกติสุขของตน

ไอ้ที่มันเป็นๆ อยู่นี่ สัญญาอารมณ์ว่างๆ ว่างๆ มันคัน มันเงา อาการของจิตไม่ใช่จิต ความรู้สึก จิตมันเสวยแล้ว

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม

เวลามันคิดน่ะ มันเสวยอารมณ์ มันเสวยอย่างไร มันกินอะไร

เห็นไหม เวลาจิตที่มันเศร้ามันหมอง จิตมันทุกข์มันยากขึ้นมา มันหิวมันกระหาย อะไรมามันกินหมดล่ะ มันคิดหมดล่ะ แต่ถ้ามันสงบแล้วมันไม่คิด มันไม่เสวย มันเป็นหนึ่ง มันเป็นเอกเทศ มันเป็นตัวของมันเอง ถ้ามันเป็นตัวของมันเองแล้ว เวลาเป็นตัวของมันเองแล้วมันจะมีกำลังของมัน ถ้ามันมีกำลังของมัน มันจะแยก โลกียปัญญา โลกุตตรปัญญา

ไอ้ที่สัญญาอารมณ์มันเป็นเรื่องที่เราเกิดเป็นคนไง เราได้จุติเกิดเป็นคน มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มันทำงานของมันโดยธรรมชาติของมันไง โดยมีพลังงานตัวจิตเสวยอารมณ์ไง ลากกันไปไง เวลามันสงบขึ้นมา มันปล่อยหมดไง ขันธ์เป็นขันธ์ จิตเป็นจิต ขันธ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ ๕

แล้วสงบขึ้นมา สงบโดยธรรมชาติ มันไม่มีสติมีปัญญาเท่าทันไง ถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน เวลามันสงบเข้ามาแล้วสติมันเท่าทัน เวลามันเห็นกาย มันเสวย มันเห็นอย่างไร มันไม่ใช่ยกยอปอปั้นกัน

เป็นกระแสไง พวกเขาพวกเรา ถ้าพวกเขาก็เป็นอย่างนั้น ไอ้พวกเราก็เป็นอย่างนี้

อริยสัจไม่มีพวกเขาพวกเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้ให้ศึกษาให้ค้นคว้า

ในทางโลกเขาส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษา ด้วยการเชิดชูบูชาไง ทางโลกไง นักขัตฤกษ์เป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราไม่เคยทำอย่างนี้เลย เรื่องของโลก

เราเอาใจของเราให้ได้ บูชาด้วยสติ บูชาด้วยสมาธิ บูชาด้วยภาวนามยปัญญา บูชาด้วยธรรมจักร เวลาจักรมันเคลื่อนในหัวใจของตน มันมหัศจรรย์ในหัวใจ นี่เราปฏิบัติบูชา

บูชา เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งพระอานนท์ไว้ ตอนที่จะปรินิพพาน คนมากราบไหว้บูชามากมายมหาศาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์นะ

อานนท์ เธอบอกเขานะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด อย่าบูชาด้วยอามิสสินจ้างอย่างนี้เลย ข้าวของเงินทองเอามาบูชามันเป็นอามิส มันของโลก เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาบูชาเรานี่ยอดเยี่ยม ให้ปฏิบัติบูชาๆ

แล้วเราเป็นพระปฏิบัติ เราปฏิบัติบูชาไง

วันนี้วันลงอุโบสถ เรามาลงสังฆสามัคคีอุโบสถ สงฆ์เข้าสู่หมู่ เข้าสู่หมู่นะ ในแนวทางปฏิบัติมาคุยกัน มาปรึกษากันในแนวทางปฏิบัติของตนว่าถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

ถ้ามันไม่ถูกต้องชอบธรรม เราก็แก้ไขของเรา แก้ไขด้วยตั้งอารมณ์อย่างไร ตั้งสติอย่างไร บริกรรมอะไร ดูแลใจของตัวอย่างไร

เราไม่ใช่หวานเป็นลม มาเชิดชูกัน มาสำมะเลเทเมาไง แล้วมันก็เป็นอากาศธาตุไง มันก็ไม่มีเพชรน้ำหนึ่งไง

ถ้าการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันเป็นการปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา

แล้วเวลาปัญญา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนาในภาคทฤษฎีมันเป็นอย่างไร แล้วระหว่างที่สุตมยปัญญา การศึกษาการค้นคว้า การฝึกหัดของเรา นี่สุตมยปัญญา เวลาฝึกหัดปฏิบัติไป เวลาจิตสงบแล้วมันจินตนาการ จินตนาการไป จินตนาการบรรลุธรรมแล้วบรรลุธรรมอีก บรรลุอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ไม่มีเหตุไม่มีผลไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง

แต่เวลาเราใช้สติปัญญา ถ้ามันสมบูรณ์แบบของมัน ศีล สมาธิ ปัญญา มันจะเป็นธัมมจักฯ มันรวดเร็วมาก เวลาจิตมันเสวยอารมณ์ เวลาอารมณ์ความรู้สึกของปุถุชน ความรู้สึกนึกคิดที่มันทุกข์มันยากนั่นน่ะ ถ้าเวลามันภาวนาไปแล้วมันจะเห็นอาการมันทั้งหมดไง

เห็นว่าจิตสงบเป็นส่วนหนึ่ง รูป รส กลิ่น เสียง สิ่งจินตนาการนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เวลามันเสวยอารมณ์ไปแล้ว ถ้ามันเป็นการติฉินนินทา มันเจ็บปวดแสบร้อน มันทุกข์ มันเป็นเรื่องหนึ่ง เวลาเขาชื่นชมบูชา มันมีความชอบธรรม มันมีความสุข มันเป็นเรื่องหนึ่ง

แล้วทางสายกลางในพระพุทธศาสนาที่ข้อเท็จจริงระหว่างสุขกับทุกข์ ระหว่างที่มันเสวยที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ ระหว่างที่มันหลงระเริงกับความเสวยอย่างนั้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เวลามันแยก ความคิดเป็นความคิด จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ วิปัสสนาถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง

ไม่ใช่หวานเป็นลม เพ้อเจ้อ เพ้อพก เพ้อฝัน ไม่มีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงในใจของตนไง

ในพระพุทธศาสนามันมีข้อเท็จและข้อจริง

ข้อเท็จที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่นี่ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันมีกำลังของมัน มันเหยียบย่ำหัวใจทั้งหมดไง ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันมีกำลังของมันขึ้นมาบ้าง ถ้ามันเป็นความสงบสุข มันเป็นสัมมาสมาธิ มันเป็นอิสระจากกิเลสไง

เวลามันเป็นอิสระจากกิเลสมันถึงมหัศจรรย์ไง แต่ความมหัศจรรย์มันก็เป็นอิสระชั่วคราว เพราะมันทำสมาธิ กิเลสมันสงบตัวลงเท่านั้น

แต่ถ้ามันจะให้มันเป็นอิสระโดยข้อเท็จจริงไง เวลาจิตสงบแล้ว มันมีกำลังแล้ว มันต้องใช้มรรค ๘ ใช้ธรรม ใช้ธรรมเข้าไปประหัตประหาร เห็นไหม กองทัพกิเลส กองทัพธรรมที่การประหัตประหารตามข้อเท็จจริงอันนั้นไง

ถ้าตามข้อเท็จจริงอันนั้นน่ะ มันเป็นอย่างไร

จิตตภาวนา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงอันนั้นไง ข้อเท็จจริงอันนั้น แพ้บ้าง ชนะบ้าง ถ้าแพ้ แพ้เพราะกำลังเราไม่พอ แพ้เพราะงานเราไม่เคยทำ แพ้เพราะมันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่

งานทางโลก งานบริหารจัดการ เราทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาบริหารจัดการหัวใจของตนด้วยภาวนามยปัญญา มันทำไมมันล้มลุกคลุกคลาน ทำไมมันไม่เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา

เพราะความบกพร่องของตน การกระทำของตนที่ไม่สมบูรณ์แบบของตน การกระทำที่มรรคมันไม่สามัคคี มรรคไม่สมบูรณ์แบบไง มันก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราไปไง แพ้บ้างชนะบ้างก็สู้กับมันด้วยหัวใจของตนไง ด้วยความเพียรชอบอันนี้ไง ถ้ามันชนะบ่อยครั้งๆ ชั่วคราวๆ ไง

เวลาสมดุลพอดีของมัน มรรคสามัคคี ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา สมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับทุกข์ ดับหมด ดับในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น มันเป็นความมหัศจรรย์ไง นี่จิตตภาวนา

เรื่องจิต เรื่องนามธรรมเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพราะจิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเกิดในเทวดา ในอินทร์ ในพรหม นรกอเวจี แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดทุกภพทุกชาติ

ชาติปัจจุบันนี้อายุขัยเรา ๑๐๐ ปี แต่ละภพแต่ชาติอายุขัยแตกต่างกันไป มีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน แล้วทำได้จริงได้จังมากน้อยแค่ไหน

ถ้าทำได้จริงได้จังมากน้อย ฟังธรรมๆ นี่ไง เตือนหัวใจของตัว เตือนใจเรา เพราะถ้ามันฮึกมันเหิม มันมีกำลัง มันทำอะไรก็ได้ ถ้ามันท้อแท้ มันไม่เอาไหน อะไรก็ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายทั้งนั้น

แต่เราปลุกหัวใจของเราขึ้น ใจเหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์ ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในกึ่งพุทธกาลนี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์

ธรรมทายาทๆ ในวงกรรมฐาน เพชรน้ำหนึ่งๆ ทั้งนั้นน่ะ ก็เกิดขึ้นจากการล้มลุกคลุกคลานอย่างเรานี่แหละ เกิดจากล้มลุกคลุกคลานที่ทำไม่ได้นี่แหละ แต่ด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านทำจริงของท่าน ท่านมุมานะของท่าน ท่านทำของท่านด้วยการตรวจสอบ ด้วยการพิจารณา

ไม่ใช่สุกเอาเผากิน ไม่ใช่หวานเป็นลม ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยปละละเลย ล้มลุกคลุกคลาน กลายเป็นกองขยะ

เอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา ฝึกหัวใจดวงนี้ ตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา

เริ่มต้นจากปุถุชน กัลยาณชน บุคคล ๔ คู่ จิตเป็นได้ทั้งนั้น บุคคลคือตัวจิต จิตตภาวนา มันพิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปเป็นวุฒิภาวะ มหัศจรรย์ในหัวใจผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น จนที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง